มิคกี้ ผู้เล่นทรงคุณค่าผีแดง

Henrikh Mkhitaryan คือผู้เล่นชาวอาร์เมเนียของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ใครๆก็รู้จักดี
แล้ว Mkhitaryan นี่มันอ่านว่าอะไร? เพื่อความเข้าใจและไม่งวยงง ก่อนเปิดฤดูนี้ เจ้าตัวเขาอุตส่าห์อัดคลิปมาลงในเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของชมรม (manutd.com) โดยชี้แจงว่า… ถ้าหากในภาษาอาร์เมเนีย ออกเสียงว่า มคิ-ทาร์-ยาน ถ้าหากในภาษาอังกฤษ ออกเสียงว่า มคิ-ทา-เรี่ยนมีความหมายว่าเรียกได้ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ เพราะว่าถึงคุณพี่เขาจะเป็นชาวอาร์เมเนียที่มาค้าหน้าแข้งอยู่ในแผ่นดินอังกฤษ แต่ว่าแม้ฟังเสียงคนบรรยายภาษาอังกฤษในทีวี ท่านผู้ชมทางบ้านจะได้ยินแบบเต็มหูว่า "มคิทาเรี่ยน" นี่คือการออกเสียงแบบอังกฤษ
นักบรรยายจำนวนมากในเมืองหลวงลูกหนังมักจะเรียกชื่อผู้เล่นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะชื่อพิสดารที่อ่านยากแล้วก็เรียกยากทั้งหลายตามสำเนียงภาษาของตนเอง ซึ่งถือเป็นภาษาสากลเอาไว้ก่อน แถมชาวอั้งม้อจำนวนมากก็มีความชาตินิยมมิใช่น้อย ด้วยสำคัญว่าประเทศข้านั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แบบเต็มที จัดเป็นเยี่ยมในประเทศมหาอำนาจของโลกเน่าๆใบนี้ จึงบางทีอาจไม่จะต้องพึงพอใจว่าชื่อของผู้เล่นคนนั้นๆมันจะออกเสียงอย่างแม่นยำตามบรรพบุรุษหรือโคตรเหง้าศักราชของเขาว่าอะไร ในเมื่อมึงมาค้าหน้าแข้งอยู่ในประเทศข้า – ข้าก็เรียกตามภาษาของข้าแบบงี้ ผู้ใดกันจะเพราะเหตุใด
ดังเช่น Thierry Henry ตอนย้ายมาทำปากแขวนในอังกฤษใหม่ๆคนบรรยายออกเสียงเรียกนักเตะผู้นี้ว่า "เฮนรี่" แบบตรงตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษ เสมือน "พระผู้เป็นเจ้าเฮนรี่" ของพวกเขานั่นแหละ จนถึงวันหนึ่งค่อยตีเนียนแปลงมาเป็น "อองรี" ภายหลังที่รู้ว่าชื่อสกุลของนักเตะผู้นี้ต้องออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสว่า "อองรี" แถมอดีตดาวยิงกลุ่มปืนโตผู้นี้ก็เป็นชาวฝรั่งเศส – ไม่ใช่ชาวประเทศเปรูสักนิดสักหน่อยมีความหมายว่านักบรรยายอังกฤษก็พร้อมที่จะเรียกชื่อผู้เล่นชาวต่างชาติตามภาษาของเจ้าตัวเขาเช่นกัน เพื่อความถูกต้องชัดเจนเพราะว่าคงไม่มีผู้ใดต้องการให้คนอื่นๆมาเรียกชื่อหรือชื่อสกุลของตนเองแบบผิดๆเพี้ยนๆ
แต่ว่าในกรณีของ "มคิทาเรี่ยน" อาจเป็นได้ที่นักบรรยายคนอังกฤษบางทีอาจจะออกเสียงตามภาษาอาร์เมเนียไม่ถนัดเลยขอเรียกตามสบายรูปากของตนเองเอาไว้ก่อน หรือบางครั้งบางคราวอาจไม่รู้ว่าชื่อนี้ในภาษาอาร์เมเนียต้องอ่านว่า "มคิทาร์ยาน"
ในฐานะสื่อลูกหนัง พวกเราบนกองบัญชาการซอคเก้อร์มีหลักการในการถ่ายทอดชื่อของผู้เล่นชาวต่างชาติว่าต้องเพียรพยายามจะเขียนหรือออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาของนักเตะผู้นั้นมากที่สุด โดยผู้ที่มีความชำนาญทางด้านภาษาต่างชาติที่มีทั้งภาษาประเทศสเปน, ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาอิตาลี รวมทั้งเรียนหรือหาข้อมูลให้ได้ว่าเจ้าตัวเขาเคยประกาศบอกชาวบ้าน หรือเรียกชื่อตนเองว่าอะไรไม่ใช่คิดอยากจะใช้อะไรก็ใช้ตามสบายของตนเองเสมือนพวกนักบรรยายอังกฤษ
ที่สำคัญคือไม่เคยบังคับให้ผู้ใดกันหรือสื่อเจ้าอื่นๆต้องเรียกตาม ไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นตักหิน แล้วก็ไม่เคยบอกเหตุว่าการเรียกแบบไหนผิด การเรียกแบบไหนถูก ฉะนั้น & ฉะนี้ อยากจะเรียกแบบไหน อยากจะบรรยายแบบไหน หรืออยากจะเขียนออกมาแบบไหน มคิทาร์ยาน – มคิทาริจนถึง – มคิทาเรี่ยน – มคิตาย่าน – มาขี่จักเยี่ยน – มาขี่จักยาน หรือแม้อยากจะเพี้ยนเป็น "น้ำพริกตาโย่ง" ก็เอาที่มึงพอใจเลยขอรับ อยากจะเรียกแมวน้ำอะไรก็เรียกไปเถอะขอรับ เพียงบนหน้ากระดาษแห่งนี้ พวกเราขอออกเสียงตามสำเนียงอาร์เมเนียของเขาว่า "มคิทาร์ยาน" ก็ตามใจนอกจากนี้เวลาได้ยินเสียงเรียกว่า "มคิทาเรี่ยน" หรือ "มคิทาริยั่น" แล้วมันจั๊กจี้รูขูชอบกล! ไอ้ที่เอาต้องหัวข้อนี้มาบอก เพราะว่าคราวที่แล้วดันมีคนออกทีวีมาประกาศว่าสื่ออื่นๆเรียกชื่อผู้รักษาประตูของ แมนฯ ยูไนเต็ด คนเดี๋ยวนี้ผิดมาตลอด จึงต้องขออนุญาตชี้แจงเพื่อความเข้าใจ เกมปัจจุบันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ เฮนริค มคิตาย่าน เอ๊ย! มคิตาริยั่น เอ๊ย! มคิทาเรี่ยน เอ๊ย! มาขี้จักรยาน เอ๊ย! มคิทาร์ยาน เอ๊ย! อ้าว…เฮ๊ย! มึงจะเอ๊ยเพราะเหตุใดอีก – ถูกแล้ว คือ เกมปัจจุบัน เฮนริค มคิทาร์ยาน ยิงได้ 1 ประตู แล้วก็ผ่านให้เพื่อนฝูงยิงอีก 1 ประตูโน่นคือครั้งแรกที่ดาวเตะวัย 28 ผู้นี้ลงเล่นในตำแหน่ง "หน้าต่ำ" หรือเลขลำดับ 10 แบบเต็มๆย้อนกลับไปในเกมที่พลพรรคภูติผีปีศาจแดงบุกไปเยือน คิง เพาเวอร์ส สเตเดี้ยมโชเซ่ มูรินโญ่ มาแปลกแล้วก็แปลก ด้วยจัดตั้งระบบ 4-1-3-2 ให้สมาชิก โดยขยับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เข้าไปเล่นเป็นศูนย์หน้าคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
แผงกองกลาง 4 ตัว มี อันเดร์ เอรร่า แขวนเป็นตัวรับอยู่หน้าแผงกองหลัง ขยับขึ้นไปเป็นหน่วยขับเคลื่อนเกมรุกอันมี เฮนริค มคิทาร์ยาน – ปอล ป๊อกบา – ฆวน มาต้า แต่ว่าเล่นไปเล่นมาดูราวกับว่ามันจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ เกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดๆขัดๆไม่ลื่นไหลซักเท่าไหร่
ผ่านไปราวๆ 25-30 นาที "มูมู่" จึงปรับระบบการเล่นใหม่มาเป็น 4-2-3-1 โดยถ่างเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นทางด้านซ้ายอย่างเดิมพลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน เข้าไปสวมบทผู้เล่นเลขลำดับ 10 ก่อนที่จะแสดงให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่างโน่นคือสปีดต้นที่รวดเร็วทันใจปานกามนิตหนุ่มกระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดประตูนำของภูติผีปีศาจแดง
จังหวะนั้นบอลถูกเปิดยาวมาจากดินแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะ คริส สมอลลิ่ง จะโหม่งถูต่อมา – ทันใด ผู้เล่นที่เพื่อนฝูงร่วมกลุ่มเรียกว่า "มิคกี้" ก็ชิงจังหวะจิ้มบอลหนี โรเบิร์ต ฮูธ ป้อมปราการหลังของ เลสเตอร์ ที่เข้าพรวดพราดพลางควบตะบึงไปสะเดิ๊บตาข่าย
สปีดกงล้อตีนที่พาร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเร็วนี่แหละขอรับคือทีเด็ดของ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่ผ่านมาก็เคยแสดงให้มองเห็นมาแล้วคราวหนึ่งในเกมเฉือนไก่ เมื่อมีที่พื้นที่ว่างอยู่ข้าง เขาพาลูกควบไปด้วยความเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดกระทั่งไม่มีผู้ใดตามทันฤดูกาลนี้ ดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์จาก ดอร์ทมุนด์ เริ่มด้วยการเป็นตัวสำรองนะครับ
4 นัดแรกในเครื่องแบบภูติผีปีศาจแดง (คอมมิวนิตี้ชิลด์ 1 นัดหมาย พรีเมียร์ลีก 3 นัดหมาย) โชเซ่ มูรินโญ่ ให้ผู้เล่นใหม่อย่าง เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงสัมผัสเกมแบบอังกฤษที่รวดเร็วทันใจแล้วก็หนักหน่วงในฐานะตัวสำรอง จนถึงเกมที่ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกที่จัดอยู่ในจำพวกมหาศึกระดับดาร์บี้ผ่าเมืองเฮนริค มคิทาร์ยาน ได้ลงตัวจริงเป็นครั้งแรกในตำแหน่งกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกตามระบบ 4-2-3-1จบครึ่งแรกเขาถูกเปลี่ยนตัวออกโดยทันที! เปล่า…ไม่ใช่เล่นไม่ดีนะครับ แต่ว่าเล่นไม่ได้เลยต่างหาก
เมื่อได้ลงเล่นในเกมใหญ่ตั้งแต่ต้น ออกจะแจ่มแจ้งว่าดาวเตะกลุ่มชาติอาร์เมเนียผู้นี้ยังปรับตัวให้เข้ากับความฮาร์ดคอร์ของฟุตบอลอังกฤษไม่ได้
จากนั้นก็ถูกเฉยเมยไปร่วมๆ2 เดือน โดยไม่มีชื่อแม้กระทั้งบนม้านั่งสำรอง ในขณะที่ไม่ได้มีปัญหาเจ็บอะไร ชาวบ้านก็ชักจะสงสัยว่ากุนซือชาวขนมฝอยทองคำมีปัญหาอะไรกับสมาชิกคนนี้หรือไม่
เวลานี้ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องว่าเพราะเหตุใด โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงไม่ยินยอมใช้บริการของดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์ผู้นี้ ในขณะที่ใครๆก็เห็นเหมือนกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อเขามาเพื่อเป็นเพลย์เมคเสียเวลาเปล่าร์
หลังถูกลักพาตัวหายไปกว่า 2 เดือน เฮนริค มคิทาร์ยาน โผล่มามีชื่อเป็นตัวจริงในเกม ยูโรปา ลีก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ เฟเยนูร์ด ในตำแหน่งกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกอย่างเดิม แถมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดาวเตะผู้นี้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร ไม่ว่าจะในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ก่อนที่จะ โชเซ่ มูรินโญ่ จะออกมาเฉลยถึงมูลเหตุที่เฉยเมยว่าเพราะว่าเขาอยากบ่มให้ดาวเด่นจากเวทีบุนเดสกาปรับสภาพทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ รวมทั้งกรรมวิธีเล่นให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกมากที่สุด
จนถึงบ่มกระทั่งพอดีจึงส่งลงสู่สนามอีกรอบรวมทั้งไม่ทำให้ผิดหวัง โดยภายหลังจากใช้เป็นตัวผู้เล่นทางข้างๆทั้งในระบบ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาหลายนัดหมาย เกมปัจจุบันก็ถูกขยับเข้าไปเล่นเป็นหน้าต่ำ แถมผลงานที่ออกมาก็ค่อนข้างจะไฉไลมิใช่น้อย
ในระบบ 4-2-3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับตำแหน่งผู้เล่นเลขลำดับ 10 มาตลอด ภายหลังจากเพียรพยายามลองผิดลองถูกในตำแหน่งมานาน
อันเดร์ เอรร่า ก็ไม่ใช่ทาง ฆวน มาต้า ก็ช้าเหลือเกิน เจสซี่ ลินการ์ด ก็ประสิทธิภาพไม่พอ เวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ไม่ใช่ดาวเตะมหาประลัยประเภทหมูเดือดตัวเดิม โน่นคือหนึ่งในเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใดถึงต้องปรับมาเล่นในระบบ 4-3-3 หรือ 4-1-4-1 ซึ่งไม่จะต้องมีหน้าต่ำ

ปัจจุบันนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังนามอุโฆษบันลืออย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกมาเอ่ยถึงดาวเตะเลขลำดับ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้นี้ว่า "ใครๆต่างชื่นชม เมซุต โอซิล, ฆวน มาต้า, ดาบิด ซิลบา ในฐานะนักเตะที่เต็มไปด้วยความถนัดแล้วก็เคล็ดวิธีชั้นยอดเยี่ยมW88แต่ว่าพวกเขาขาดสปีดความเร็ว ซึ่งโน่นเป็นอีกข้อดีของ เฮนริค มคิทาร์ยาน"

แนวทางยกระดับหงส์จากหลุม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในขณะนั้น ถ้าเป็นคนไข้ติดเตียง อาการมีแต่ว่าทรงกับทรุด
แพ้คาบ้านสองครั้งติดกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ พึงใจเสนอผลงานไร้พ่ายแพ้ในแอนฟิลด์ นานข้ามปี
ข้อเท็จจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่จบเส้นทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แต่ว่าใจความสำคัญที่ว่ามันกำเนิดอะไรขึ้นอยู่กับลิเวอร์พูล จากชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับตั้งแต่ออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมความคิดความสามารถหาทางออก เนื่องจากในเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยน และผลักทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกรอบผมสะสมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกรูปแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และกระบวนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆบ่อยๆขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากจนถึงบัดนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่ทีมเดียวจาก 7 นัด และจำต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแน่ชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีผู้แทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูกาลแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาดำเนินการจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่แข่งขันให้ฉีกจนขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรกางร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แต่ว่าตลอด 45 ที่นาทีแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาล อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วยซ้ำ เนื่องจากการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดเหมือนเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นได้ดิบได้ดีระดับหนึ่ง แต่ว่าเขาควรแบกความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนกระทั่งครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้มากขึ้น และควรมองเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกรอบต่อจากนัดแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่เป็นผลถึงค่อยคิดเปลี่ยน
กับสวอนซีจำต้องคอยให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความตื่นตัว ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มด้วยผล 0-0 นะครับ แต่ว่าตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วเพราะเหตุใดถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียงแค่ 45 นาทีในที่สุด
2. นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์อาจจำต้องปรับแนวทางการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนเกมนัดชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีย่า เขามองเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น โค้ชด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามสมัย กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกหัดที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะก่อให้ลิเวอร์พูลลำบากในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางคนสั่นหน้าไม่เชื่อแต่ว่าหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้บ่อยมากขึ้นในการแย่งชิงบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัด ที่มองเห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในตอนแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และนับว่าบีบคั้นทีมเยี่ยมได้พอเหมาะพอควร
แต่ว่าก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นพักๆไม่ตลอด เหมือนจะบีบได้แล้ว แต่ว่าในที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจำต้องถูกตั้งข้อซักถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมากระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. ควรเห็นด้วยเถอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีน้อยเกินไปจะต่อกรกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองผู้ใดกันแน่ แต่ว่าอย่างที่มองเห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์แทบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินการได้ดียิ่งกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในช่วงเดือนมกราคม อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆเหมือนที่หลายท่านคิด ด้วยต้นสายปลายเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ว่าถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมดินแดนกึ่งกลาง ครั้งคราวข้อตกลงบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดียิ่งกว่าปล่อยให้ตายไปต่อหน้า
4. ทำทุกสิ่งเหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันคอยที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปออกศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดนะครับ และผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์คนเดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความจริงใจอยากให้ไม่เข้ารอบแต่ว่าไก่โห่เลยด้วยซ้ำ ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังพินาศตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เนื่องจากเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำแต้มได้ทั้งสองเกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงก.พ.

18 สกอร์ที่ลบไปของ หงส์

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่มีชื่อเสียงว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุไรถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันหลายทีมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงชมเชยถึง ดิว็อค โอริกี้ พลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนความมีชัยทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องแปลงออก มันเกิดเรื่องที่ต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบปัญหา แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุไรจะต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป เพราะเหตุไรจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุไรไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่มองว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ตอนที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งจะหายมาคงจะยังไม่เหมาะสมกับเกมประเภทนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างงั้น'' ฟังแล้ว กลายเป็นผลึกแบบเดียวกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความมุ่งหวังได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็นำพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อไตร่ตรองจากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
2. ถ้าสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมแบบงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องมาจากมันราวกับทำข้อสอบแล้วนึกไม่ออกก็วงเดาๆไป
3. ในช่วงเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมแต่ว่าเวลาก็ยังพอหลงเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที เพราะเหตุไรขอรับ เขาถึงคงจะนิ่งที่จะปรับแต่งสถานการณ์ มีสิ่งใดดลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นเสียแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมทั้ง 6-3 ที่ข้าดิสัน พาร์ค เพราะฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบงี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกิดผลกระทบแน่ๆฤดูนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้ารักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จะต้องรัวเพิ่ม แต่ว่าสมาคมสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งการสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาพากเพียรเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอฉวยความบกพร่องเข้าโจมตีดุจดังเช่นว่าลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาพลาดท่าติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งที่อุตสาห์ฮึดราวกับกลับมาได้แล้วรวมทั้งแน่ๆที่เดอะ ค็อปคงจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นธันวาคม ปัญหาคือเพราะเหตุไรคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักปวกเปียกกับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมข้างล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนกระทั่งเลสเตอร์ ซิตี้ ถ้าพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งเพื่อนพ้องข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะชูขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเคลื่อนสายตาดูสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าเพราะเหตุไรสองปีมานี้ถึงนำพามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อให้ท้ายซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเพียงแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีรวมทั้งแมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ คือเรื่องธรรดาที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่ว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ ขุนพลยี่ห้อไก่ของ เมาริซิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 ทีมล่างของตาราง โดยทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งพรรณนาความทุกข์กัน เพราะว่าทีมเล็กมีเยอะแยะกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งผอง 39 ? ซึ่งแม้กระทั้งแมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากกว่าด้านนี้ นี่นับว่าเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเจอก็มักจะซ้อมซักลูกตั้งเตะมาคอยโจมตี เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากยิ่งกว่าตามติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่มีความต่างกัน อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีคนชูใจความสำคัญว่าประสิทธิภาพของทีมวัดกันทุกข์ยากลำบาก เพราะว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งทุกอย่างของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็ตาม ลิเวอร์พูลเป็นสมาคมที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ครั้งตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งนับว่าเป็นทีมที่มีการพรีเซ็นท์ต้นแบบกระจ่างแจ้ง มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ รวมทั้งมาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่ามั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตรึงตรากับทีมที่มี เฟร์นานโด โคนร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขลำดับเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปัญหาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบงี้ขอรับ ''ผมต้องการเห็นทีมซื้อ 6 คน เราจะต้องแปลงใหม่รวมทั้งมีผู้เล่นสำรองทดแทน ผู้รักษาประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวขอบเส้น รวมทั้งกองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่าทราบว่ามีมากแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะทายใจใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงใจต่อทีมที่มีพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้วจังหวะที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็คงจะขึ้นกับว่าท้ายที่สุดจบอันดับเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์หมูแฮมป์ตัน, เวสต์หมูแฮม รวมทั้งโบโร่
ถ้าเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็คงจะคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็นับว่าเป็นเจ็ดเกมที่จะตัดสินผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะ ภายหลังได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูควรจะให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… ต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวแล้ว เพราะว่าถ้าหากทำเป็นปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม