รีดฝีแข้งเมนฟิส เดอปาย

ตอนเบรกกลุ่มชาตินับว่าเป็นเวลาไม่พึงปรารถนาเอาซะเลยสำหรับทุกๆสมาพันธ์ ตลอดจนบรรดาแฟนบอล

ผลงานขาดตอนทำอารมณ์ค้างไม่พอ ยังจะต้องมาลุ้นตัวโก่งไม่ให้นักเตะคนสำคัญบอบช้ำบาดเจ็บกลับมาอีกต่างหาก

ในรั้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดว่ามีเรื่องมีราวดี-ห่วยแตกผสมปนเปกันไปในโปรแกรมฟีฟ่า เดย์ ต.ค.

เจสซี่ ลินการ์ด เปิดฉากประดับธงกลุ่มชาติอังกฤษเป็นตัวจริงด้วยผลงานเข้าตาได้รับคำยกยอจากสื่อหลายเจ้า, มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสำรองโชว์ฝีเท้าดีเลิศตามเกณฑ์

ส่วนกัปตัน เวย์น รูนี่ย์ เล่นห่วยแตกโดนโห่นั้นเกิดเรื่องที่เพียงพอคาดคะเนล่วงหน้าได้ (ฮ่า)

อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รางวัลทดแทนฟอร์มแจ่มติดโผกลุ่มชาติประเทศสเปนชุดใหญ่ทีแรกในอาชีพ

ปอล ป๊อกบา เป็นคีย์แมนแดนกลางฝรั่งเศสในแมตช์น่าประทับใจ รัวแซงบัลแกเรีย 4-1

กองทัพยี่ห้อไก่ของเจ้าป๊อกยังมีคิวดวลฮอลแลนด์ในเกมเดิมพันสำคัญของกลุ่ม เอ–ผลที่ได้รับจากการแข่งขันเป็นยังไงนั้นเชิญชวนติดตามได้ผ่านจั่วหัวหน้าหนึ่ง

กระนั้นหัวข้อหลักที่จะว่ากันไม่ใช่เรื่องเกมในสนาม ถ้าแต่เป็นนักเตะที่ย่ำแย่เข้าขั้นจุดสุดยอดในกลุ่มกังหันลม รวมถึงปีศาจร้ายแดงก็เช่นกัน

เมมฟิส เดอปาย ยังคงสวมเสื้อเบอร์ 7 ยูไนเต็ด–เขียนเตือนเอาไว้เผื่อบางคนหลงลืมกัน

"ในตอนซัมเมอร์ ผมลบเรื่องเก่าๆทิ้งไปแล้วด้วยปุ่ม Control-Alt-Delete”

ปีกดัตช์แมนนิยามขวบปีแรกในโรงแสดงละครที่ความฝันแบบกระชับๆแต่เหิมใจความยิ่งกว่าบทวิจารณ์ทั้งหลายเสียอีก

ฤดูกาลใหม่มาพร้อมวัตถุประสงค์ใหม่ ภายใต้นายจ้างคนใหม่ แต่กระนั้น เมมฟิส อาจจะเหลือเวลาชุบชีวิตตนเองในเสื้อยักษ์แดงถึงเพียงแค่ม.ค.ปีถัดไปเพียงแค่นั้น

ย้อนไปยังหน้าร้อน 2015 เดอปายย้ายมาเกาะอังกฤษในชื่อดาวซัลโว 28 ประตูให้กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทว่าฉากจบซีซั่นเดียวกันกลับจบด้วยการถูก หฝ่าส์ ฟาน กีล หั่นชื่อพ้นกลุ่มชุดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ

ฟาน กัล คนนี้คือคนๆเดียวกับที่กาลครั้งหนึ่ง เมมฟิส เคยยกให้เป็น "ผู้จัดการกลุ่มที่ยอดเยี่ยมในโลก"

คิดผิดคิดใหม่ไม่สายเกินไปนะไอ้หนุ่ม! (HAHA)

ให้หลังเถลิงถ้วยโบราณเพียงแค่ 48 ชั่วโมง ฟาน กัล โดนกระเด้งพ้นเก้าอี้สังเวยความไม่ประสบผลสำเร็จพลาดโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมจุดประกายความมุ่งมาด เมมฟิส แก้ตัวใหม่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

สตาร์วัย 22 ได้รับช่องทางจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้ยืนยันว่าต้องการร่วมงานด้วย และพร้อมช่วยคาดคั้นฟอร์มเก่งกลับมา

แต่อนิจจัง…ผ่าน 11 เกมทางการภายใต้บังเหียนที่ปรึกษาโปรตุกีส ปรากฏว่า เดอปาย เพิ่งลงสัมผัสพื้นสนามเพียงแค่ 95 นาที สตาร์ตตัวจริงเพียงแค่คราวเดียวเพียงแค่นั้นในถ้วยลีก คัพที่บุกเฉือนนอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์

กระทบชิ่งโดยตรงต่อสถานภาพในกลุ่มชาติ ยังอุตส่าห์มีชื่อในชุดล่าสุดทว่าได้แค่นั่งสำรองดู ควินซี่่ โพรเมส (คนใดกันแน่วะ?) ดาวเตะสปาร์ตัก มอสโก วัย 24 และ วินเซนต์ ยานส์สังเวย หัวหอกสเปอร์ส พังตาข่ายแจ้งกำเนิดแซงหน้าไปไหนต่อไหนแล้ว

มาอีหรอบนี้อาจจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมมฟิส ย่อมไม่แฮปปี้กับสถานภาพตนเอง ตามบทสัมภาษณ์เปิดใจสดๆร้อนๆเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง

"หน้าที่ตัวช่วยเหลือเป็นอะไรที่ไม่มีค่า ผมไม่ใช่นักเตะที่แฮปปี้ไปกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่นี่คือสมาพันธ์ในฝันของผม แต่ผมต้องการลงเล่นด้วย"

ภาพจำล่าสุดในกลุ่มชาติของ เมมฟิส เดอปาย คือการดีอกดีใจกับเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มจากม้านั่งข้างสนาม

"มันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกข์ยาก ผมพร้อมลงสานามแต่ยังจะต้องคอยโอกาสอยู่ข้างสนาม"

อย่างไรก็แล้วแต่ สมัยก่อนดาวดังพีเอสวีมีสิทธิ์เชื่อถือว่าช่องทางนั้นจะมาถึงเมื่อ มูรินโญ่ ยืนยันเองว่ายินดีช่วยเหลือตัวนักเตะ ถึงจนถึงไม่ยี่หระอะไรก็ตามในไลฟ์สไตล์หลงแสงสีเสียงที่ใครๆต่างตั้งแง่โจมตีเป็นต้นเหตุผลงานย่ำแย่ในสนาม

เกี่ยวกับเรื่องดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เฮดโค้ชคนพิเศษมองไม่เห็นปัญหาอะไรก็ตามถึงแม้ว่าจะ เมมฟิส ถูกใจขับรถหรูก็ไม่ใช่ว่าเขาเสียสมาธิเรื่องเกมฟุตบอล

ประเด็นหลักนั้นเป็นปัญหาของกลุ่มโดยรวมเมื่อฤดูกาลที่แล้วจนกระทั่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและมั่นใจต่างหาก

ที่สุดแล้ว มูรินโญ่ ยังมองเห็นคุณภาพดีงามบนความเป็นมืออาชีพในตัวของ เดอปาย และแน่ๆว่าเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ทำทีม

แต่เอาเข้าจริงก็ยังคงไม่อาจจะไขว่คว้าช่องทางภายใต้ร่มบุญที่ปรึกษาเลือดฝอยทองคำ เช่นเดียวกับยุคของ ฟาน กัล

ภาพเดิมๆคอยตามหลอกกับฝีเท้าพรสวรรค์จัดว่ามีของ แต่ใช้ไร้สาระจนกระทั่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตกตรวจรายชื่อชุดลงไปในสนามฟาดแชมป์เอฟเอ คัพ ยุค 12

กับช่องทางที่ มูรินโญ่ มอบไว้ให้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน 30Fun88นาทีมในชื่อผู้เล่นสำรองพบเฟเยนูร์ด กลุ่มดังในบ้านกำเนิดหมดไปแบบไร้ประโยชน์

เมมฟิส มีส่วนร่วม 55 นาทีแรกที่สนามซิกซ์ฟิลด์ส สเตเดี้ยม บ้านของนอร์ทแธมป์ตัน ก่อนถูกถอดออกขณะสกอร์ 1-1 แล้วจบเกมด้วยชัยชนะ 3-1

เท่านั้นมันฟ้องในตัวบนผลสรุปผิดแผกในทางที่ดีเมื่อไมมีเขาอยู่ในกลุ่ม

ในความเป็นจริงแล้ว มูรินโญ่ ว่างแผนให้ เดอปาย มีส่วนร่วมในเกมยูโรปา ลีก รับมือซอรีย่า ลูกานส์ค เมื่อกลางอาทิตย์ก่อนนู่นด้วย ถ้าแต่ขัดข้องจึงควรส่ง แอชลี่ย์ ยัง ลงสำรองแทนเจ้าหนู ทิโมธี่ โฟซู-เมนซาห์ ซึ่งบาดเจ็บกระทันหัน

ทราบอย่างนั้นก็มิได้ช่วยทำให้อะไรดีมากยิ่งกว่าเดิมนัก ยังไงจอมเลื้อยเลือดกังหันก็เป็นเพียงแค่ตัวเลือกรองๆในแนวรุกปีศาจร้ายแดงอยู่วันยังค่ำ

เดอปาย ยังคงทุ่มเทฝึกหัดรักษาภาวะความฟิตให้พร้อมเสมอ อีกทั้งยังออกตัวใส่ลูกกระสุนปืนมาเต็มแม็กรอเวลาออกซอง

กระนั้นเมื่อโปรแกรมแข่งขันผ่านไปเรื่อยๆแล้วไม่มีเรื่องราวอะไรก็ตามรุดหน้าไปกว่าเดิม ความรู้สึกไม่พอใจย่อมก่อตัวทั้งกับนักเตะเอง และสมาพันธ์สังกัดเดิม

เหนือสิ่งอื่นใดยังมีพ่อค้าหน้าแข้งอีกหลายรายที่กินค่าจ้างสมาพันธ์เยอะๆๆเพียงแค่เพื่อนั่งจับเจ่าอยู่บนม้านั่งสำรอง หรือจนถึงบนอรรธจันทร์อย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอรื มิดฟิลด์จอมเก๋าผู้โดนเททิ้ง

พินิจความเป็นไปได้ ด้วยอายุการใช้งานอีกยาวไกล ฝีเท้าเพียงพอมีแววพร่ำสอน จึงเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ เดอปาย อาจจะถูกผองถ่ายเพื่อถอนทุนคืนในฉับพลันที่เปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะฤดูหนาว

เมื่อก่อนจะถึงจุดนั้นมั่นใจว่า มูรินโญ่ แอนด์โค จะยังคงทะนุถนอมแข่งขันสตาร์เบอร์ 7 ในสนามฝึกภายในความมุ่งมาดว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เดอปาย มีความถนัดฝีเท้าพอใช้ เพียงจะต้องปรับทัศนคติและวิธีการเล่นให้เข้ากับเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มล้อมรอบ

อายุอานามก็เพิ่ง 22 ยังมีเวลาอีกมากยิ่งกว่าจะขึ้นสู่จุดพีก เซฟร่างกายดีๆสามารถฟาดหน้าแข้งยาวๆร่วมทศวรรษ

แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าแข้งวัยหนุ่มก็ไม่ใช่เวลามานิ่งนิ่งนอนใจ ไม่ว่างมาทดสอบให้โอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงที่นาต่อนี้ไป ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งหมดทั้งปวง 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมดทั้งปวง 41 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมม…ทำลายตาข่ายเสียจนสิ้นซากขนาดนี้ นับว่าเยอะแยะสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดูกาล ดาวยิงวัยชราผู้นี้ถูกดูหมิ่นจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลเซ่นว่าจะเจอกับความยากแค้นที่สุดในอาชีพกิจการค้าลำแข้ง เนื่องจากว่าตรงนี้เป็นพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิลำแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วแล้วก็หนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์เยอะที่สุดในเมืองมนุษย์
ในเวลานี้ใครก็ตามที่เคยกล่าวหาเขาเอาไว้ดูเหมือนกับว่าโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
ต่อนี้ไปลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆครับผม) โดยเอาผลที่ได้รับจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำประตูหลักๆมาหักจำนวนประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ทำนองว่าถ้าเกิด ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลที่ได้รับจากการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นอย่างไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
มองเห็นไหมครับผมว่าถ้าเกิดพี่แกไม่ยิงหรือยิงไม่ได้ คะแนนของกลุ่มสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตดาวยิงกลุ่มชาติประเทศสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แม้กระนั้นแม้พี่แกยิงไม่ได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 แล้วก็ชวดแชมป์ไปเลยนี่เป็นความสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นประเภทห้ามป่วยไข้ ห้ามพัก แล้วก็ห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เนื่องจากว่าเวลาหายไป ไม่ได้ลงสนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่แกอย่างต้องหนัก เฉพาะอย่างยิ่งแม้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะด้วยล่ะก็ อัตราความคิดถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นล้นจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดยังไงอย่างไรก็ตาม จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เนื่องจากว่าการผูกขาดทำประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เกือบจะคนเดียวบางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" ซ้ำๆได้สูงสุดเป็น 15 ประตู รองลงมาเป็น ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล แล้วก็มาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ช่วงเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ เพิ่งจะยิงได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้นเองดูเหมือนกับว่า โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงอกเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากมายเสียด้วยครับผม
เป็นถ้าเกิดไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต เว้นเสียแต่บางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่อยากได้ให้พักน่องหรืออยากได้จัดผู้เล่นชุดสองลงสนามบ้างที่สำคัญเป็นถ้าเกิดได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออกอีกต่างหาก
ต่อให้เล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือทำตัวไม่มีประโยชน์ เจ้าของสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะไม่มีทางเปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม ราวกับกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเป็นเพียงแค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตัวเอง ดาวเตะที่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้แย่สิ้นดีครับผม ขนาดสังหารจุดลูกโทษยังโดนเซฟเลย ราษฎรก็มองเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แม้กระนั้น "มูมู่" กลับปลดปล่อยให้คุณพี่เขาทำตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์ต้นหญ้าจนครบ 90 นาที โดยเลือกถอดคนอื่นๆออกแทนซะแบบงั้น
รู้เรื่องว่าทั้งสองคงจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เนื่องจากว่าความเกรงอกเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงอกเกรงใจ" จะไม่บรรจุอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษแล้วก็พจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นได้ที่ภายหลังหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" บางทีอาจไม่ได้คิดอยากจะขายวิญญาณให้ปีศาจแดงตั้งแต่ตอนแรก แม้กระนั้นเป็นเนื่องจากว่าถูกเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ขอร้อง หรือบางทีอาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยก้นมาอยู่ร่วมกันที่โรงแสดงละครที่ความฝัน
นั่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุใด กุนซือวัย 54 กะรัตถึงเกรงอกเกรงใจผู้ร่วมทีมคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัด แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก เพื่อเป็นการตอบแทนถ้าเกิดเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนติดเป็นนิสัยเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จึงไม่ได้มีความแตกต่างจาก "สิทธิพิเศษชน" ในกลุ่มปีศาจสามแง่ง ซึ่งนับว่าผิดหลักการปกครองอย่างรุนแรง ด้วยเหตุว่าบางทีอาจก่อเรื่องการรู้สึกอกน้อยใจขึ้นในกลุ่ม
ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการกลุ่มที่มีความเด็ดขาดมากมายครับผม เขาไม่มีทางปลดปล่อยให้ผู้ร่วมทีมยิ่งใหญ่กว่าตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งสมัยเป็นกุนซือของ เชลซี – เจ้าของกลุ่มอย่าง "อาเสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดสุดยอดดาวยิงค่าจ้าง 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ มาให้ โดยมีข้อต่อรองว่าจะต้องส่งลงสนาม แม้กระนั้น "เชว่า" กลับงัดฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่สำเร็จจนเปลี่ยนเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ขนาดเป็นเหตุให้ผู้จัดการกลุ่มกับเจ้าของกลุ่มจะต้องแตกหักกัน
ดาวกระหน่ำตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอโก้ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์ปรี่ ก็เช่นเดียวกันที่ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษพิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ท้ายที่สุดตัวเองเลยโดนผู้ร่วมทีมหักหลังจนโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการกลุ่มมาแล้ว
แล้วก็โดยไม่เว้นแม้แต่ผู้ร่วมทีมในขณะนี้อย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้จะมาหายใจด้วยกันอีกทีในชุดแต่งกายปีศาจแดงแล้วก็ที่นาต่อนี้ไป แม้กระนั้นแม้พิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" เป็นผู้เล่นคนแรกที่มักจะถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เปลี่ยนตัวออกเป็นคนแรกอยู่เสมอ
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มตัวให้ผู้ร่วมทีมใคร เว้นเสียแต่ "พี่หลา" เพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในประเภท "ห้ามแตะต้อง" เป็นกรณีพิเศษ
ผมรู้เรื่อง โชเซ่ มูรินโญ่ ครับผม รู้เรื่องว่าเฮียแกคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ราษฎรทั่วไปไม่รู้ หรือบางครั้งมันบางทีอาจเป็นข้อตกลงพิเศษที่กำหนดเอาไว้ในคำสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ มันบางทีอาจเป็น "ข้อตกลง" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจแดงอะไรโดยประมาณนั้น
สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือไม่ใช่ทุกนัดที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มสุดยอดพลางกระทุ้งตาข่ายได้ตลอด
บ่อยที่เขาหวงบอลมากจนเกินความจำเป็น บ่อยที่เขาทำเรื่องง่ายให้เกิดเรื่องยาก แล้วก็บ่อยที่ออกอาการหงุดหงิด หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มที่ดันเล่นผิดจิตใจ
เหมือนกับบางนัดที่สมต้องเป็นตัวสำรองบ้าง หรือถูกเปลี่ยนตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานโดยตลอดตลอด 90 นาทีในทุกๆนัด
ถึงในเวลานี้ "อิบรา" ยังไม่ได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ครับผม แถมฤดูกาลหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ เช่นไรสภาพร่างกายก็จะต้องเสื่อมถอยลงไปตามธรรมชาติ จึงไม่มีทางรักษามาตรฐาน หรือเล่นดีมากยิ่งกว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยเท่านั้นยังไม่พอ
มันยังทายใจได้ไม่ยากว่าฤดูกาลหน้าเช่นไร แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวกระหน่ำประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมกองทัพแน่ๆ
แม้อยากยืดคำสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางครั้ง "เฮียหลา" บางทีอาจจะต้องเห็นด้วยเรื่องจริงข้อนี้ เหมือนกับยอมรับสภาพการใช้ชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นที่สองรองจากคนอื่นๆปัญหาเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นตัวสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้ครับผมว่า…ไม่มีทาง ดาวเตะที่หยิ่งยโสแล้วก็โอหังอย่าง "อิบรา" ไม่มีทางยอมเป็นที่สองรองใครกันแน่ – มันจึงคงเหลืออยู่เพียงแค่ 2 ช่องทางแค่นั้น

มิคกี้ ผู้เล่นทรงคุณค่าผีแดง

Henrikh Mkhitaryan คือผู้เล่นชาวอาร์เมเนียของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ใครๆก็รู้จักดี
แล้ว Mkhitaryan นี่มันอ่านว่าอะไร? เพื่อความเข้าใจและไม่งวยงง ก่อนเปิดฤดูนี้ เจ้าตัวเขาอุตส่าห์อัดคลิปมาลงในเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของชมรม (manutd.com) โดยชี้แจงว่า… ถ้าหากในภาษาอาร์เมเนีย ออกเสียงว่า มคิ-ทาร์-ยาน ถ้าหากในภาษาอังกฤษ ออกเสียงว่า มคิ-ทา-เรี่ยนมีความหมายว่าเรียกได้ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ เพราะว่าถึงคุณพี่เขาจะเป็นชาวอาร์เมเนียที่มาค้าหน้าแข้งอยู่ในแผ่นดินอังกฤษ แต่ว่าแม้ฟังเสียงคนบรรยายภาษาอังกฤษในทีวี ท่านผู้ชมทางบ้านจะได้ยินแบบเต็มหูว่า "มคิทาเรี่ยน" นี่คือการออกเสียงแบบอังกฤษ
นักบรรยายจำนวนมากในเมืองหลวงลูกหนังมักจะเรียกชื่อผู้เล่นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะชื่อพิสดารที่อ่านยากแล้วก็เรียกยากทั้งหลายตามสำเนียงภาษาของตนเอง ซึ่งถือเป็นภาษาสากลเอาไว้ก่อน แถมชาวอั้งม้อจำนวนมากก็มีความชาตินิยมมิใช่น้อย ด้วยสำคัญว่าประเทศข้านั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แบบเต็มที จัดเป็นเยี่ยมในประเทศมหาอำนาจของโลกเน่าๆใบนี้ จึงบางทีอาจไม่จะต้องพึงพอใจว่าชื่อของผู้เล่นคนนั้นๆมันจะออกเสียงอย่างแม่นยำตามบรรพบุรุษหรือโคตรเหง้าศักราชของเขาว่าอะไร ในเมื่อมึงมาค้าหน้าแข้งอยู่ในประเทศข้า – ข้าก็เรียกตามภาษาของข้าแบบงี้ ผู้ใดกันจะเพราะเหตุใด
ดังเช่น Thierry Henry ตอนย้ายมาทำปากแขวนในอังกฤษใหม่ๆคนบรรยายออกเสียงเรียกนักเตะผู้นี้ว่า "เฮนรี่" แบบตรงตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษ เสมือน "พระผู้เป็นเจ้าเฮนรี่" ของพวกเขานั่นแหละ จนถึงวันหนึ่งค่อยตีเนียนแปลงมาเป็น "อองรี" ภายหลังที่รู้ว่าชื่อสกุลของนักเตะผู้นี้ต้องออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสว่า "อองรี" แถมอดีตดาวยิงกลุ่มปืนโตผู้นี้ก็เป็นชาวฝรั่งเศส – ไม่ใช่ชาวประเทศเปรูสักนิดสักหน่อยมีความหมายว่านักบรรยายอังกฤษก็พร้อมที่จะเรียกชื่อผู้เล่นชาวต่างชาติตามภาษาของเจ้าตัวเขาเช่นกัน เพื่อความถูกต้องชัดเจนเพราะว่าคงไม่มีผู้ใดต้องการให้คนอื่นๆมาเรียกชื่อหรือชื่อสกุลของตนเองแบบผิดๆเพี้ยนๆ
แต่ว่าในกรณีของ "มคิทาเรี่ยน" อาจเป็นได้ที่นักบรรยายคนอังกฤษบางทีอาจจะออกเสียงตามภาษาอาร์เมเนียไม่ถนัดเลยขอเรียกตามสบายรูปากของตนเองเอาไว้ก่อน หรือบางครั้งบางคราวอาจไม่รู้ว่าชื่อนี้ในภาษาอาร์เมเนียต้องอ่านว่า "มคิทาร์ยาน"
ในฐานะสื่อลูกหนัง พวกเราบนกองบัญชาการซอคเก้อร์มีหลักการในการถ่ายทอดชื่อของผู้เล่นชาวต่างชาติว่าต้องเพียรพยายามจะเขียนหรือออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาของนักเตะผู้นั้นมากที่สุด โดยผู้ที่มีความชำนาญทางด้านภาษาต่างชาติที่มีทั้งภาษาประเทศสเปน, ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาอิตาลี รวมทั้งเรียนหรือหาข้อมูลให้ได้ว่าเจ้าตัวเขาเคยประกาศบอกชาวบ้าน หรือเรียกชื่อตนเองว่าอะไรไม่ใช่คิดอยากจะใช้อะไรก็ใช้ตามสบายของตนเองเสมือนพวกนักบรรยายอังกฤษ
ที่สำคัญคือไม่เคยบังคับให้ผู้ใดกันหรือสื่อเจ้าอื่นๆต้องเรียกตาม ไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นตักหิน แล้วก็ไม่เคยบอกเหตุว่าการเรียกแบบไหนผิด การเรียกแบบไหนถูก ฉะนั้น & ฉะนี้ อยากจะเรียกแบบไหน อยากจะบรรยายแบบไหน หรืออยากจะเขียนออกมาแบบไหน มคิทาร์ยาน – มคิทาริจนถึง – มคิทาเรี่ยน – มคิตาย่าน – มาขี่จักเยี่ยน – มาขี่จักยาน หรือแม้อยากจะเพี้ยนเป็น "น้ำพริกตาโย่ง" ก็เอาที่มึงพอใจเลยขอรับ อยากจะเรียกแมวน้ำอะไรก็เรียกไปเถอะขอรับ เพียงบนหน้ากระดาษแห่งนี้ พวกเราขอออกเสียงตามสำเนียงอาร์เมเนียของเขาว่า "มคิทาร์ยาน" ก็ตามใจนอกจากนี้เวลาได้ยินเสียงเรียกว่า "มคิทาเรี่ยน" หรือ "มคิทาริยั่น" แล้วมันจั๊กจี้รูขูชอบกล! ไอ้ที่เอาต้องหัวข้อนี้มาบอก เพราะว่าคราวที่แล้วดันมีคนออกทีวีมาประกาศว่าสื่ออื่นๆเรียกชื่อผู้รักษาประตูของ แมนฯ ยูไนเต็ด คนเดี๋ยวนี้ผิดมาตลอด จึงต้องขออนุญาตชี้แจงเพื่อความเข้าใจ เกมปัจจุบันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ เฮนริค มคิตาย่าน เอ๊ย! มคิตาริยั่น เอ๊ย! มคิทาเรี่ยน เอ๊ย! มาขี้จักรยาน เอ๊ย! มคิทาร์ยาน เอ๊ย! อ้าว…เฮ๊ย! มึงจะเอ๊ยเพราะเหตุใดอีก – ถูกแล้ว คือ เกมปัจจุบัน เฮนริค มคิทาร์ยาน ยิงได้ 1 ประตู แล้วก็ผ่านให้เพื่อนฝูงยิงอีก 1 ประตูโน่นคือครั้งแรกที่ดาวเตะวัย 28 ผู้นี้ลงเล่นในตำแหน่ง "หน้าต่ำ" หรือเลขลำดับ 10 แบบเต็มๆย้อนกลับไปในเกมที่พลพรรคภูติผีปีศาจแดงบุกไปเยือน คิง เพาเวอร์ส สเตเดี้ยมโชเซ่ มูรินโญ่ มาแปลกแล้วก็แปลก ด้วยจัดตั้งระบบ 4-1-3-2 ให้สมาชิก โดยขยับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เข้าไปเล่นเป็นศูนย์หน้าคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
แผงกองกลาง 4 ตัว มี อันเดร์ เอรร่า แขวนเป็นตัวรับอยู่หน้าแผงกองหลัง ขยับขึ้นไปเป็นหน่วยขับเคลื่อนเกมรุกอันมี เฮนริค มคิทาร์ยาน – ปอล ป๊อกบา – ฆวน มาต้า แต่ว่าเล่นไปเล่นมาดูราวกับว่ามันจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ เกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดๆขัดๆไม่ลื่นไหลซักเท่าไหร่
ผ่านไปราวๆ 25-30 นาที "มูมู่" จึงปรับระบบการเล่นใหม่มาเป็น 4-2-3-1 โดยถ่างเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นทางด้านซ้ายอย่างเดิมพลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน เข้าไปสวมบทผู้เล่นเลขลำดับ 10 ก่อนที่จะแสดงให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่างโน่นคือสปีดต้นที่รวดเร็วทันใจปานกามนิตหนุ่มกระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดประตูนำของภูติผีปีศาจแดง
จังหวะนั้นบอลถูกเปิดยาวมาจากดินแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะ คริส สมอลลิ่ง จะโหม่งถูต่อมา – ทันใด ผู้เล่นที่เพื่อนฝูงร่วมกลุ่มเรียกว่า "มิคกี้" ก็ชิงจังหวะจิ้มบอลหนี โรเบิร์ต ฮูธ ป้อมปราการหลังของ เลสเตอร์ ที่เข้าพรวดพราดพลางควบตะบึงไปสะเดิ๊บตาข่าย
สปีดกงล้อตีนที่พาร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเร็วนี่แหละขอรับคือทีเด็ดของ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่ผ่านมาก็เคยแสดงให้มองเห็นมาแล้วคราวหนึ่งในเกมเฉือนไก่ เมื่อมีที่พื้นที่ว่างอยู่ข้าง เขาพาลูกควบไปด้วยความเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดกระทั่งไม่มีผู้ใดตามทันฤดูกาลนี้ ดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์จาก ดอร์ทมุนด์ เริ่มด้วยการเป็นตัวสำรองนะครับ
4 นัดแรกในเครื่องแบบภูติผีปีศาจแดง (คอมมิวนิตี้ชิลด์ 1 นัดหมาย พรีเมียร์ลีก 3 นัดหมาย) โชเซ่ มูรินโญ่ ให้ผู้เล่นใหม่อย่าง เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงสัมผัสเกมแบบอังกฤษที่รวดเร็วทันใจแล้วก็หนักหน่วงในฐานะตัวสำรอง จนถึงเกมที่ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกที่จัดอยู่ในจำพวกมหาศึกระดับดาร์บี้ผ่าเมืองเฮนริค มคิทาร์ยาน ได้ลงตัวจริงเป็นครั้งแรกในตำแหน่งกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกตามระบบ 4-2-3-1จบครึ่งแรกเขาถูกเปลี่ยนตัวออกโดยทันที! เปล่า…ไม่ใช่เล่นไม่ดีนะครับ แต่ว่าเล่นไม่ได้เลยต่างหาก
เมื่อได้ลงเล่นในเกมใหญ่ตั้งแต่ต้น ออกจะแจ่มแจ้งว่าดาวเตะกลุ่มชาติอาร์เมเนียผู้นี้ยังปรับตัวให้เข้ากับความฮาร์ดคอร์ของฟุตบอลอังกฤษไม่ได้
จากนั้นก็ถูกเฉยเมยไปร่วมๆ2 เดือน โดยไม่มีชื่อแม้กระทั้งบนม้านั่งสำรอง ในขณะที่ไม่ได้มีปัญหาเจ็บอะไร ชาวบ้านก็ชักจะสงสัยว่ากุนซือชาวขนมฝอยทองคำมีปัญหาอะไรกับสมาชิกคนนี้หรือไม่
เวลานี้ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องว่าเพราะเหตุใด โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงไม่ยินยอมใช้บริการของดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์ผู้นี้ ในขณะที่ใครๆก็เห็นเหมือนกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อเขามาเพื่อเป็นเพลย์เมคเสียเวลาเปล่าร์
หลังถูกลักพาตัวหายไปกว่า 2 เดือน เฮนริค มคิทาร์ยาน โผล่มามีชื่อเป็นตัวจริงในเกม ยูโรปา ลีก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ เฟเยนูร์ด ในตำแหน่งกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกอย่างเดิม แถมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดาวเตะผู้นี้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร ไม่ว่าจะในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ก่อนที่จะ โชเซ่ มูรินโญ่ จะออกมาเฉลยถึงมูลเหตุที่เฉยเมยว่าเพราะว่าเขาอยากบ่มให้ดาวเด่นจากเวทีบุนเดสกาปรับสภาพทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ รวมทั้งกรรมวิธีเล่นให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกมากที่สุด
จนถึงบ่มกระทั่งพอดีจึงส่งลงสู่สนามอีกรอบรวมทั้งไม่ทำให้ผิดหวัง โดยภายหลังจากใช้เป็นตัวผู้เล่นทางข้างๆทั้งในระบบ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาหลายนัดหมาย เกมปัจจุบันก็ถูกขยับเข้าไปเล่นเป็นหน้าต่ำ แถมผลงานที่ออกมาก็ค่อนข้างจะไฉไลมิใช่น้อย
ในระบบ 4-2-3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับตำแหน่งผู้เล่นเลขลำดับ 10 มาตลอด ภายหลังจากเพียรพยายามลองผิดลองถูกในตำแหน่งมานาน
อันเดร์ เอรร่า ก็ไม่ใช่ทาง ฆวน มาต้า ก็ช้าเหลือเกิน เจสซี่ ลินการ์ด ก็ประสิทธิภาพไม่พอ เวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ไม่ใช่ดาวเตะมหาประลัยประเภทหมูเดือดตัวเดิม โน่นคือหนึ่งในเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใดถึงต้องปรับมาเล่นในระบบ 4-3-3 หรือ 4-1-4-1 ซึ่งไม่จะต้องมีหน้าต่ำ

ปัจจุบันนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังนามอุโฆษบันลืออย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกมาเอ่ยถึงดาวเตะเลขลำดับ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้นี้ว่า "ใครๆต่างชื่นชม เมซุต โอซิล, ฆวน มาต้า, ดาบิด ซิลบา ในฐานะนักเตะที่เต็มไปด้วยความถนัดแล้วก็เคล็ดวิธีชั้นยอดเยี่ยมW88แต่ว่าพวกเขาขาดสปีดความเร็ว ซึ่งโน่นเป็นอีกข้อดีของ เฮนริค มคิทาร์ยาน"

แนวทางยกระดับหงส์จากหลุม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในขณะนั้น ถ้าเป็นคนไข้ติดเตียง อาการมีแต่ว่าทรงกับทรุด
แพ้คาบ้านสองครั้งติดกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ พึงใจเสนอผลงานไร้พ่ายแพ้ในแอนฟิลด์ นานข้ามปี
ข้อเท็จจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่จบเส้นทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แต่ว่าใจความสำคัญที่ว่ามันกำเนิดอะไรขึ้นอยู่กับลิเวอร์พูล จากชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับตั้งแต่ออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมความคิดความสามารถหาทางออก เนื่องจากในเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยน และผลักทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกรอบผมสะสมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกรูปแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และกระบวนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆบ่อยๆขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากจนถึงบัดนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่ทีมเดียวจาก 7 นัด และจำต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแน่ชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีผู้แทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูกาลแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาดำเนินการจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่แข่งขันให้ฉีกจนขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรกางร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แต่ว่าตลอด 45 ที่นาทีแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาล อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วยซ้ำ เนื่องจากการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดเหมือนเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นได้ดิบได้ดีระดับหนึ่ง แต่ว่าเขาควรแบกความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนกระทั่งครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้มากขึ้น และควรมองเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกรอบต่อจากนัดแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่เป็นผลถึงค่อยคิดเปลี่ยน
กับสวอนซีจำต้องคอยให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความตื่นตัว ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มด้วยผล 0-0 นะครับ แต่ว่าตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วเพราะเหตุใดถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียงแค่ 45 นาทีในที่สุด
2. นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์อาจจำต้องปรับแนวทางการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนเกมนัดชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีย่า เขามองเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น โค้ชด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามสมัย กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกหัดที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะก่อให้ลิเวอร์พูลลำบากในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางคนสั่นหน้าไม่เชื่อแต่ว่าหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้บ่อยมากขึ้นในการแย่งชิงบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัด ที่มองเห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในตอนแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และนับว่าบีบคั้นทีมเยี่ยมได้พอเหมาะพอควร
แต่ว่าก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นพักๆไม่ตลอด เหมือนจะบีบได้แล้ว แต่ว่าในที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจำต้องถูกตั้งข้อซักถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมากระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. ควรเห็นด้วยเถอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีน้อยเกินไปจะต่อกรกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองผู้ใดกันแน่ แต่ว่าอย่างที่มองเห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์แทบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินการได้ดียิ่งกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในช่วงเดือนมกราคม อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆเหมือนที่หลายท่านคิด ด้วยต้นสายปลายเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ว่าถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมดินแดนกึ่งกลาง ครั้งคราวข้อตกลงบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดียิ่งกว่าปล่อยให้ตายไปต่อหน้า
4. ทำทุกสิ่งเหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันคอยที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปออกศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดนะครับ และผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์คนเดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความจริงใจอยากให้ไม่เข้ารอบแต่ว่าไก่โห่เลยด้วยซ้ำ ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังพินาศตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เนื่องจากเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำแต้มได้ทั้งสองเกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงก.พ.

18 สกอร์ที่ลบไปของ หงส์

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่มีชื่อเสียงว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุไรถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันหลายทีมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงชมเชยถึง ดิว็อค โอริกี้ พลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนความมีชัยทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องแปลงออก มันเกิดเรื่องที่ต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบปัญหา แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุไรจะต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป เพราะเหตุไรจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุไรไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่มองว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ตอนที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งจะหายมาคงจะยังไม่เหมาะสมกับเกมประเภทนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างงั้น'' ฟังแล้ว กลายเป็นผลึกแบบเดียวกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความมุ่งหวังได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็นำพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อไตร่ตรองจากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
2. ถ้าสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมแบบงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องมาจากมันราวกับทำข้อสอบแล้วนึกไม่ออกก็วงเดาๆไป
3. ในช่วงเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมแต่ว่าเวลาก็ยังพอหลงเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที เพราะเหตุไรขอรับ เขาถึงคงจะนิ่งที่จะปรับแต่งสถานการณ์ มีสิ่งใดดลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นเสียแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมทั้ง 6-3 ที่ข้าดิสัน พาร์ค เพราะฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบงี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกิดผลกระทบแน่ๆฤดูนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้ารักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จะต้องรัวเพิ่ม แต่ว่าสมาคมสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งการสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาพากเพียรเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอฉวยความบกพร่องเข้าโจมตีดุจดังเช่นว่าลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาพลาดท่าติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งที่อุตสาห์ฮึดราวกับกลับมาได้แล้วรวมทั้งแน่ๆที่เดอะ ค็อปคงจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นธันวาคม ปัญหาคือเพราะเหตุไรคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักปวกเปียกกับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมข้างล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนกระทั่งเลสเตอร์ ซิตี้ ถ้าพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งเพื่อนพ้องข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะชูขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเคลื่อนสายตาดูสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าเพราะเหตุไรสองปีมานี้ถึงนำพามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อให้ท้ายซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเพียงแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีรวมทั้งแมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ คือเรื่องธรรดาที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่ว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ ขุนพลยี่ห้อไก่ของ เมาริซิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 ทีมล่างของตาราง โดยทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งพรรณนาความทุกข์กัน เพราะว่าทีมเล็กมีเยอะแยะกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งผอง 39 ? ซึ่งแม้กระทั้งแมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากกว่าด้านนี้ นี่นับว่าเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเจอก็มักจะซ้อมซักลูกตั้งเตะมาคอยโจมตี เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากยิ่งกว่าตามติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่มีความต่างกัน อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีคนชูใจความสำคัญว่าประสิทธิภาพของทีมวัดกันทุกข์ยากลำบาก เพราะว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งทุกอย่างของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็ตาม ลิเวอร์พูลเป็นสมาคมที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ครั้งตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งนับว่าเป็นทีมที่มีการพรีเซ็นท์ต้นแบบกระจ่างแจ้ง มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ รวมทั้งมาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่ามั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตรึงตรากับทีมที่มี เฟร์นานโด โคนร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขลำดับเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปัญหาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบงี้ขอรับ ''ผมต้องการเห็นทีมซื้อ 6 คน เราจะต้องแปลงใหม่รวมทั้งมีผู้เล่นสำรองทดแทน ผู้รักษาประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวขอบเส้น รวมทั้งกองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่าทราบว่ามีมากแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะทายใจใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงใจต่อทีมที่มีพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้วจังหวะที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็คงจะขึ้นกับว่าท้ายที่สุดจบอันดับเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์หมูแฮมป์ตัน, เวสต์หมูแฮม รวมทั้งโบโร่
ถ้าเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็คงจะคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็นับว่าเป็นเจ็ดเกมที่จะตัดสินผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะ ภายหลังได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูควรจะให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… ต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวแล้ว เพราะว่าถ้าหากทำเป็นปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

จ่ามูเซงปีศาจแดงสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

จ่ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการลงเล่นก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า แมนยูบุกไปชนะด้วยสกอร์ 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

จ่ามู ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ปลด

 

จ่ามู โค้ชฝีปากกล้าของ แมนยู ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของเลสเตอร์ ที่เพิ่งโดนปลดไป

เลสเตอร์ เพิ่งประกาศไล่ออกเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

แฟนปีศาจแดง!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมปีศาจแดง หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า ดาวยิงวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของปีศาจแดง ที่ล่าสุด ดาวยิง ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

พบข้อความไล่ เหี่ยวในงานประท้วง”ทรัมป์”

มีรายงานแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของอาร์เซน่อล ในงานเดินขบวนประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในประเทศอังกฤษ

 

เวนเกอร์ โดนกระแสขับไล่อย่างหนักจากผลงานที่พาอาร์เซน่อลบุกไปโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มยับมา 1-5 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

แม้เกมล่าสุดพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพไปได้ด้วยการชนะ ซัตตัน ยูไนเต็ด ไป 2-0 แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กองเชียร์เดอะกันเนอร์แต่อย่างใด

 

โดยในงานประท้วง ทรัมป์ ในประเทศเมืองผู้ดีกับพบแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ มาด้วยสร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น

อีสเซลิค ผิดหวังโอ้เหมือนไม่อยากเล่นให้ทีม

วาเลนติน อีสเซลิค มิดฟิลด์ นีซ เผยผิดหวังกับพฤติกรรมของ มาริโอ บาโลเตลลี ที่ดูเหมือนไม่อยากลงเล่นช่วยทีม
เกรียนโอ้ ป่วยเป็นหวัด จึงไม่มีชื่ออยู่ในแมตซ์ เมื่อคืนนี้ที่เสมอกับแรนส์ 2-2 ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือ ของ นีซ  เพิ่งดร็อปเขาให้เป็นตัวสำรองในนัดพบกับแซงต์ เอเตียน ล่าสุด เนื่องจากไม่พอใจที่เขาไม่ชอบลงมาช่วยเกมรับ
ไม่เพียงแค่ กุนซือของทีมที่มีความเห็นเช่นนี้ อีสเซลิค เพื่อนร่วมทีมของเกรียนโอ้ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
"ผมคิดว่าเขาดูเหมือนไม่อยากลงเล่นกับเรา น่าผิดหวังจริงๆ เราสมควรได้ใช้ความสามารถของเขาในเกมเช่นนี้"